
ในโลกการค้าที่เต็มไปด้วยความผันผวนและความไม่แน่นอน ผู้ประกอบการที่สามารถอยู่รอดและเติบโตได้อย่างยั่งยืน ไม่ใช่ผู้ที่ไม่เคยเผชิญวิกฤต แต่คือผู้ที่เตรียมพร้อมรับมือและปรับตัวได้อย่างทันท่วงที
บริษัท เทรดดิ้ง เอพลัส จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายเครื่องดื่มพร้อมดื่ม (Ready-to-drink) ภายใต้แบรนด์
“พีเอส” (PS) คือหนึ่งในตัวอย่างของผู้ประกอบการไทยที่สามารถก้าวผ่านความท้าทายครั้งใหญ่ได้ ด้วยการวางกลยุทธ์ “กระจายความเสี่ยง” อย่างเป็นระบบ แม้ต้องเผชิญกับวิกฤตถึง 2 ระลอกสำคัญในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน ทั้งสถานการณ์ความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา และความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อเศรษฐกิจโลก แต่บริษัทสามารถรักษาความต่อเนื่องของธุรกิจไว้ได้ ด้วยบทเรียนสำคัญที่ว่า “อย่าใส่ไข่ทั้งหมดไว้ในตะกร้าใบเดียว”
จากเทรดเดอร์สู่เจ้าของแบรนด์เครื่องดื่มส่งออก
คุณภูริตา อัคฆกาญจนสุภา ผู้จัดการฝ่ายต่างประเทศ บริษัท เทรดดิ้ง เอพลัส จำกัด เล่าย้อนถึงจุดเริ่มต้นของธุรกิจว่า เดิมบริษัททำหน้าที่เป็นเทรดเดอร์ ส่งสินค้าหลากหลายประเภทจากประเทศไทยไปจำหน่ายในต่างประเทศ ก่อนจะค้นพบว่า สินค้า Ready-to-drink โดยเฉพาะน้ำเม็ดแมงลัก น้ำว่านหางจระเข้ และเครื่องดื่มรังนก เป็นสินค้าที่ได้รับความนิยมสูงสุด จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อหนึ่งในลูกค้าหลักจากกัมพูชาแนะนำให้บริษัทตั้งโรงงานผลิตสินค้าเอง ขายตรงให้กับผู้นำเข้า ทำให้บริษัทตัดสินใจลงทุนตั้งโรงงาน ในช่วงแรกรายได้ทั้งหมดของบริษัทมาจากตลาดกัมพูชาเพียงแห่งเดียว โดยแบรนด์ “พีเอส” สามารถก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในเครื่องดื่มยอดนิยมติดอันดับ Top 10 และวางจำหน่ายในโมเดิร์นเทรดชั้นนำทั่วประเทศกัมพูชา
อย่างไรก็ตาม บริษัทไม่ได้หยุดอยู่กับความสำเร็จเดิม แต่เลือกเดินหน้าขยายตลาดใหม่อย่างต่อเนื่อง โดยมองเห็นศักยภาพของผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานฮาลาล จึงรุกเข้าสู่ตลาดประเทศมุสลิมในกลุ่ม GCC และเอเชียใต้ ซึ่งให้การตอบรับที่ดี เนื่องจากผู้บริโภคมองว่าเป็นเครื่องดื่มทางเลือกเพื่อสุขภาพ ทดแทนเครื่องดื่มน้ำอัดลมและสอดคล้องกับวิถีชีวิตของชาวมุสลิม ก่อนจะขยายไปยังตลาดจีนที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว
“จากที่ในช่วงแรกยอดขาย 100% ของเราอยู่ในกัมพูชา สัดส่วนก็ค่อย ๆ ทยอยลดลงเหลือเพียง 12% ก่อนจะกลายเป็นศูนย์เมื่อเกิดวิกฤตชายแดน แต่เพราะเราเตรียมรับมือกับความเสี่ยงไว้ล่วงหน้าและกระจายตลาดออกไป ทำให้ผลกระทบไม่รุนแรงเท่าที่ควรจะเป็น” คุณภูริตา กล่าว
เตรียมพร้อมรับมือทุกวิกฤต
หลังจากผ่านพ้นความท้าทายจากตลาดกัมพูชาได้ไม่นาน บริษัทต้องเผชิญแรงกดดันครั้งใหม่จากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อห่วงโซ่อุปทานโลก โดยเฉพาะต้นทุนบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่ปรับตัวสูงขึ้นหลายเท่าตัว ซึ่งคุณภูริตายอมรับว่า วิกฤตครั้งนี้สร้างแรงกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อโครงสร้างต้นทุนของธุรกิจ ทำให้บริษัทต้องกลับมาทบทวนทั้งพอร์ตสินค้าและห่วงโซ่อุปทานอย่างละเอียด ตั้งแต่การจัดหาบรรจุภัณฑ์ การบริหารระยะเวลาส่งมอบ ไปจนถึงการปรับราคาสินค้าให้สอดคล้องกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น
“วันนี้สิ่งที่เรากังวลไม่ใช่เรื่องอุปสงค์ เพราะลูกค้ายังต้องการสินค้าของเราอยู่ แต่เรากังวลเรื่องฝั่งอุปทานมากกว่า กลัวว่าจะไม่มีบรรจุภัณฑ์เพียงพอ แม้จะมีเงินซื้อแต่ก็ต้องรอคิว เราจึงเลือกใช้แนวทางบริหารธุรกิจด้วยความตรงไปตรงมา สื่อสารกับลูกค้าอย่างโปร่งใส และพยายามรับภาระต้นทุนไว้ให้มากที่สุด เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันและความสัมพันธ์ทางธุรกิจในระยะยาว” คุณภูริตา กล่าว
การสนับสนุนจาก EXIM BANK
คุณภูริตา กล่าวว่า สำหรับบริษัท เทรดดิ้ง เอพลัส จำกัด EXIM BANK ไม่ได้เป็นเพียงแหล่งสนับสนุนทางการเงิน แต่ยังเป็น “คู่คิด” ที่พร้อมให้คำปรึกษาและสนับสนุนการเติบโตในทุกมิติ โดยนอกจากเรื่องการเงินแล้ว EXIM BANK ยังมีองค์ความรู้ มีคำแนะนำ และเปิดโอกาสให้บริษัทได้เข้าร่วมเพื่อนำเสนอสินค้ากับลูกค้าและการเปิดตลาดใหม่ ๆ ทีมงานของ EXIM BANK โดยเฉพาะสาขาแหลมฉบัง ดูแลเราอย่างใกล้ชิดมาตลอด แม้ผู้จัดการบางท่านเกษียณไปแล้วก็ยังพร้อมให้คำปรึกษาเสมอ จึงกล่าวได้ว่า EXIM BANK เป็นพันธมิตรที่เข้าใจความท้าทายของผู้ส่งออก และเป็นผู้ช่วยให้บริษัทสามารถเดินหน้าธุรกิจต่อไปได้อย่างมั่นใจอย่างแท้จริง
ฝากถึงผู้ประกอบการ SMEs
ท่ามกลางโลกธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว คุณภูริตาฝากข้อคิดสำคัญถึงผู้ประกอบการไทยว่า การบริหารธุรกิจให้ยั่งยืนต้องเริ่มจาก “ความซื่อสัตย์ ความตรงไปตรงมา และการเตรียมพร้อมรับมือกับปัญหาอยู่เสมอ” ในภาวะที่ความไม่แน่นอนกลายเป็นเรื่องปกติของโลกการค้า ความสามารถในการปรับตัวคือกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้ผู้ประกอบการไทยไม่เพียงแค่ “อยู่รอด” แต่สามารถเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งในทุกสถานการณ์