ยู เอ โทมัส ผู้นำนวัตกรรมยกระดับยางพาราไทยสู่ถุงคลุมรองเท้าคุณภาพระดับโลก

วันที่ประกาศ 11 มีนาคม 2569


            การนำนวัตกรรมมาสร้างความแตกต่างให้กับสินค้า ไม่เพียงช่วยเพิ่มมูลค่าและสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันเท่านั้น แต่ยังทำให้การสร้างแบรนด์และการขยายตลาดในเวทีโลกเป็นไปได้ง่ายขึ้น แนวคิดดังกล่าวคือ จุดเริ่มต้นของบริษัท ยู เอ โทมัส จำกัด ที่มุ่งพัฒนาสินค้าเกษตรดั้งเดิมของไทยอย่าง “ยางพารา” ให้กลายเป็นอุปกรณ์สวมใส่เพื่อความปลอดภัย (Protective Wearable Solutions) โดยมีผลิตภัณฑ์หลักคือ ถุงคลุมรองเท้าจากยางพาราธรรมชาติและยางสังเคราะห์ (Shoe Cover) คุณภาพสูง ซึ่งสามารถแข่งขันได้ในตลาดสากลและส่งออกไปจำหน่ายทั่วโลก

นวัตกรรมเพิ่มมูลค่ายางพาราไทย
            คุณบัญชา โตมงคล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ยู เอ โทมัส จำกัด เปิดเผยว่า แนวคิดในการพัฒนาถุงคลุมรองเท้าคุณภาพสูง เริ่มจากการมองเห็น Pain Points ของสินค้าที่มีจำหน่ายทั่วไปในตลาด ไม่ว่าจะเป็นการฉีกขาดง่ายจากเนื้อวัสดุที่บาง การลื่นขณะสวมใส่ รวมถึงการใช้วัสดุที่ไม่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม บริษัทจึงพัฒนานวัตกรรมของตนเองเพื่อตอบโจทย์ทั้งด้านความปลอดภัย การป้องกันการปนเปื้อน การกันความเปียกชื้น และการใช้งานที่มั่นคง ไม่ลื่นไถล

            ภายใต้ความเชื่อมั่นต่อคุณภาพยางพาราไทยที่สามารถต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์ระดับโลกได้ หากผสานเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่เหมาะสม ยู เอ โทมัสจึงพัฒนานวัตกรรมพื้นรองเท้าเสริมความแข็งแรงและกันลื่น ช่วยเพิ่มการยึดเกาะบนพื้นผิวเปียกลื่น ลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุได้อย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อเทียบกับถุงคลุมรองเท้าแบบใช้แล้วทิ้งทั่วไป โดยนวัตกรรมดังกล่าวได้จดสิทธิบัตรในหลายประเทศ อาทิ สหรัฐฯ ญี่ปุ่น จีน แคนาดา และสหภาพยุโรป เพื่อป้องกันการลอกเลียนแบบ นอกจากนี้ ด้วยการออกแบบผลิตภัณฑ์แบบไร้รอยต่อและคุณสมบัติกันน้ำ 100% จึงช่วยป้องกันสิ่งสกปรกและเชื้อโรคจากรองเท้าเข้าสู่กระบวนการผลิต ลดความเสี่ยงด้านสุขอนามัย พร้อมช่วยยืดอายุการใช้งานของรองเท้าและลดต้นทุนในระยะยาวให้กับลูกค้า

ถุงคลุมรองเท้ามาตรฐานระดับโลก
            ผลิตภัณฑ์ของยู เอ โทมัส ได้รับการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยระดับสากล อาทิ FSMA (Food Safety Modernization Act), HACCP (Hazard Analysis and Critical Control Points) และ GMP (Good Manufacturing Practice) ตลอดจนมาตรฐาน ISO 9001:2015 และเครื่องหมาย CE สะท้อนถึงคุณภาพ ความปลอดภัย และความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมสามารถตรวจสอบแหล่งกำเนิดสินค้าได้ตามมาตรฐานสากล

            คุณบัญชา กล่าวว่า บริษัทมีทั้งการผลิตในรูปแบบ OEM และการร่วมพัฒนาผลิตภัณฑ์กับลูกค้า โดยให้ความสำคัญกับงานวิจัยและพัฒนา (R&D) อย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การวิเคราะห์ปัญหา การออกแบบ ไปจนถึงการผลิตเชิงพาณิชย์ อีกทั้งยังออกแบบและพัฒนาเครื่องจักรใช้เอง เพื่อเพิ่มความคล่องตัวและความรวดเร็วในการสร้างนวัตกรรมใหม่ โดยบริษัทจะศึกษาตลาดอย่างรอบคอบก่อนพัฒนาสินค้า และจะไม่เลือกทำสินค้าที่สามารถลอกเลียนแบบได้ง่าย เพื่อหลีกเลี่ยงการแข่งขันด้านราคา

            ปัจจุบัน สินค้าของบริษัทส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศทั้งหมด โดยมีตลาดหลักในสหรัฐฯ แคนาดา และญี่ปุ่น แบ่งเป็นตลาดอุตสาหกรรม เช่น โรงงานอาหาร ยา นม และอุตสาหกรรมโลหะ ซึ่งต้องการอุปกรณ์ป้องกันความปลอดภัย และตลาดค้าปลีกที่วางจำหน่ายในซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านอุปกรณ์ก่อสร้าง และร้านค้าทั่วไป เน้นการใช้งานทั่วไป อาทิ ป้องกันฝนระหว่างเดินทาง กิจกรรมกลางแจ้ง การเดินป่า หรือการใช้งานในพื้นที่ที่มีหิมะ

คว้าโอกาสท่ามกลางความท้าทาย
            ในปีที่ผ่านมา บริษัทมีกำลังการผลิตประมาณ 9 ล้านคู่ต่อปี และตั้งเป้าเพิ่มเป็น 15 ล้านคู่ พร้อมขยายตลาดไปยังยุโรป ออสเตรเลีย อเมริกาใต้ และเอเชีย ควบคู่กับการพัฒนาคุณสมบัติของสินค้าเฉพาะทาง เช่น ความทนทานต่อสภาพแวดล้อม และการป้องกันแบคทีเรียสำหรับอุตสาหกรรมอาหารและยา รวมถึงการเปิดตัวสินค้าใหม่อย่างน้อย 2-3 รายการต่อปี เพิ่มเติมจากปัจจุบันที่มีอยู่แล้วราว 20 SKUs

            แม้ผู้ส่งออกไทยจะเผชิญผลกระทบจากมาตรการภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ แต่บริษัทมองว่า ยังมีโอกาส เนื่องจากสินค้าอยู่ในกลุ่ม PPE ที่มีสิทธิบัตรคุ้มครอง และจีนถูกเก็บภาษีในอัตราที่สูงกว่าไทย ส่งผลให้มีผู้ซื้อรายใหม่หันมาสนใจสินค้าไทยมากขึ้น ทั้งนี้ บริษัทได้บริหารความเสี่ยงผ่านการเจรจาราคากับลูกค้า การควบคุมต้นทุน และการปรับปรุงกระบวนการผลิต จนสามารถเพิ่มประสิทธิภาพและลดของเสียได้มากกว่า 20%

การสนับสนุนจาก EXIM BANK
            คุณบัญชา ระบุว่า EXIM BANK เป็นแรงสนับสนุนสำคัญ ทั้งด้านเงินทุนหมุนเวียน องค์ความรู้ และการเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขัน โดยเฉพาะการเข้าร่วม “หลักสูตร EXIM 2X” ที่ช่วยพัฒนา SMEs อย่างรอบด้าน ตั้งแต่การบริหารความเสี่ยง กลยุทธ์ตลาดต่างประเทศ มาตรฐานสินค้า ทรัพย์สินทางปัญญา ไปจนถึงแนวคิดการดำเนินธุรกิจโดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแลกิจการที่ดี (ESG) พร้อมกิจกรรม Business Matching ซึ่งหากขยายโอกาสลักษณะนี้ให้ SMEs เข้าถึงได้ในวงกว้าง จะช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยได้อย่างมากในระยะยาว

ฝากถึงผู้ประกอบการ SMEs
            คุณบัญชา กล่าวว่า ผู้ประกอบการ SMEs ไทยมีศักยภาพแข่งขันได้ในระดับโลก โดยเฉพาะด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์และความมุ่งมั่นไม่ยอมแพ้ หากได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐด้านวิจัย นวัตกรรม และการลงทุน จะช่วยยกระดับและสร้างความโดดเด่นให้กับสินค้าไทย โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าที่ใช้วัตถุดิบการเกษตร เช่น ยางพาราธรรมชาติ ซึ่งไทยมีจุดแข็งทั้งด้านวัตถุดิบและแรงงาน ที่ผ่านมาอุตสาหกรรมยางพารายังเน้นส่งออกวัตถุดิบหรือสินค้ามูลค่าเพิ่มต่ำ หากมีการสนับสนุนอย่างเป็นระบบ จะสามารถต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง เพิ่มรายได้ให้ผู้ประกอบการและเกษตรกรควบคู่กันไปอย่างยั่งยืน

            ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการ SMEs ควรพัฒนาทักษะด้านการตลาดและการสื่อสาร เสริมสร้างองค์ความรู้ใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง รวมถึงการสร้างเครือข่ายและพันธมิตรทางธุรกิจที่เหมาะสม เพื่อเป็นแรงขับเคลื่อนให้ธุรกิจไทยสามารถ “สยายปีก” และแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน