 |
| |
Cluster...อีกมิติของการส่งเสริมการลงทุน |
|
|
|
|
 |
|
 |
|
 |
| |
“คลัสเตอร์” (Cluster) เป็นคำที่ได้ยินบ่อยครั้งขึ้นจากนโยบายของรัฐบาลชุดปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นซูเปอร์คลัสเตอร์
และเขตเศรษฐกิจพิเศษคลัสเตอร์ เป็นต้น ปัจจุบันมาตรการด้านคลัสเตอร์ของรัฐบาลยังไม่สรุปเป็นที่แน่ชัด แต่ที่พอจะเห็น
เค้าโครงของแนวคิดดังกล่าว นั่นคือการนำเอามิติของคลัสเตอร์มาเป็นส่วนหนึ่งของรูปแบบการส่งเสริมการลงทุน ทั้งเพื่อให้
เกิดคลัสเตอร์ของอุตสาหกรรมใหม่ๆ หรือการพัฒนาคลัสเตอร์เดิมที่มีอยู่แล้วเพื่อดึงดูดให้มีการลงทุนเพิ่มเติม ดังนั้น เพื่อให้
เข้าใจนโยบายของรัฐบาลได้ดียิ่งขึ้น จึงควรทำความเข้าใจกับแนวคิดที่แท้จริงของ “คลัสเตอร์” ว่ามีบทบาทต่อการพัฒนา
อุตสาหกรรมอย่างไร
คลัสเตอร์เป็นคำอธิบายปรากฏการณ์และแนวคิดหนึ่งของการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจและ
อุตสาหกรรม ซึ่ง Professor Michael E. Porter เป็นผู้ที่ริเริ่มอธิบายความหมายของคลัสเตอร์ไว้ตั้งแต่ปี 2541 โดยหมายถึง
การที่กลุ่มธุรกิจหรืออุตสาหกรรม รวมถึงสถาบันที่เกี่ยวข้อง อาทิ สถาบันการศึกษา สถาบันวิจัย และหน่วยงานภาครัฐ
มาดำเนินกิจการอยู่ในบริเวณใกล้เคียงกันเพื่อร่วมมือ เกื้อหนุน และเชื่อมโยงกัน ซึ่งเหตุผลทางเศรษฐศาสตร์ที่กลุ่มธุรกิจ
จำนวนมากมารวมตัวและตั้งอยู่ในบริเวณใกล้กันนั้นก็เพื่อให้ได้ประโยชน์จากการประหยัดต่อขนาด (Economies of Scale)
เช่นเดียวกับบริษัทขนาดใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นการเข้าถึงวัตถุดิบจากอุตสาหกรรมต้นน้ำ แรงงาน ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง บริการ
สนับสนุน ข้อมูลข่าวสารทางธุรกิจ และงานศึกษาวิจัยเฉพาะทาง ซึ่งเป็นการใช้ทรัพยากรเหล่านี้ร่วมกันภายในคลัสเตอร์
โดยในคลัสเตอร์หนึ่งอาจประกอบด้วยความสัมพันธ์แนวตั้ง (Vertical Linkages) ระหว่างธุรกิจต้นน้ำถึงปลายน้ำ และ
ความสัมพันธ์แนวนอน (Horizontal Linkages) ระหว่างกลุ่มธุรกิจที่มีสินค้า/บริการเกื้อหนุนกัน
ทั้งนี้ ภายใต้แนวคิดของ Porter ประโยชน์สำคัญของคลัสเตอร์ต่อธุรกิจและอุตสาหกรรมแบ่งเป็น 3 ด้าน ได้แก่
• การเพิ่มผลิตภาพการผลิต (Productivity) ผู้ประกอบการภายในคลัสเตอร์สามารถเข้าถึงแรงงานและบุคลากร
ที่เชี่ยวชาญในสาขาอุตสาหกรรม/ธุรกิจของตนเองได้ง่ายขึ้นจากการมีกลุ่มธุรกิจประเภทเดียวกันอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงกัน
อีกทั้งช่วยให้การจัดหาวัตถุดิบทำได้ง่ายและมีความหลากหลายจาก Suppliers ที่มีให้เลือกจำนวนมาก และสะดวกต่อ
Suppliers ในการให้บริการหลังการขาย นอกจากนี้ คลัสเตอร์ยังได้ประโยชน์จากบริการสนับสนุน อาทิ ธุรกิจเทคโนโลยี
สารสนเทศ ธุรกิจซ่อมแซมเครื่องจักร และธุรกิจสื่อต่างๆ รวมถึงสถาบันการศึกษาและสถาบันวิจัยในพื้นที่ ทั้งนี้ การรวมกลุ่ม
เป็นเครือข่ายธุรกิจในคลัสเตอร์ยังก่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร เทคนิคการผลิต และองค์ความรู้ใหม่ๆ ซึ่งมี
ส่วนช่วยให้ผลิตภาพการผลิตของธุรกิจในคลัสเตอร์พัฒนาขึ้น อีกทั้งยังเป็นพื้นที่เป้าหมายที่ภาครัฐให้ความสำคัญในการ
ลงทุนโครงสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐานต่างๆ ซึ่งมีส่วนช่วยให้ธุรกิจในคลัสเตอร์ได้เปรียบกว่าธุรกิจนอกคลัสเตอร์
• การผลักดันให้เกิดนวัตกรรม (Innovation) การอยู่รวมกันของธุรกิจหรืออุตสาหกรรมในคลัสเตอร์ทำให้
ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีใหม่หรือชิ้นส่วนอุปกรณ์ใหม่จาก Suppliers ที่อยู่ในคลัสเตอร์ได้รวดเร็วกว่า
ผู้ประกอบการนอกคลัสเตอร์ รวมถึงสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารและเทคนิคใหม่ๆ จากการพบปะกันของผู้ประกอบการ
ในเครือข่ายคลัสเตอร์ ทำให้การพัฒนานวัตกรรมใหม่ในคลัสเตอร์มีโอกาสเกิดขึ้นได้รวดเร็ว นอกจากนี้ ผู้ประกอบการ
ในคลัสเตอร์มิเพียงร่วมมือกันเท่านั้น แต่ผู้ผลิตสินค้า/บริการประเภทเดียวกันที่มีอยู่มากรายในคลัสเตอร์ยังต้องแข่งขัน
กันเอง ทำให้เกิดแรงผลักดันในการคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อเอาชนะคู่แข่งด้วย
• การสร้างธุรกิจใหม่ (New Business Formation) ผู้ประกอบการ ผู้บริหาร หรือพนักงานที่ทำงานในคลัสเตอร์
สามารถมองเห็นโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ หรือช่องว่างทางธุรกิจ ที่ซ่อนอยู่ภายในคลัสเตอร์ และจะได้ประโยชน์จากทรัพยากร
ต่างๆ ในคลัสเตอร์ ไม่ว่าจะเป็น Suppliers บุคลากร และบริการต่างๆ ทำให้สามารถจัดตั้งธุรกิจใหม่ได้รวดเร็ว นอกจากนี้
สถาบันการเงินและนักลงทุนมักมีความคุ้นเคยกับธุรกิจในคลัสเตอร์ดีอยู่แล้ว จึงไม่เป็นการยากที่จะให้การสนับสนุนธุรกิจที่
เกิดขึ้นใหม่ในคลัสเตอร์
ตัวอย่างคลัสเตอร์ของโลกที่สำคัญ ได้แก่ ผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ที่เป็น Suppliers ของโตโยต้า ส่วนใหญ่เลือกที่ตั้งอยู่
ใกล้กับโรงงานผลิตรถยนต์ของโตโยต้า เพื่อให้สะดวกต่อการจัดหาวัตถุดิบระหว่าง Suppliers ด้วยกันเอง และสะดวกต่อการ
จัดส่งสินค้าแบบ Just-in-Time ให้กับโตโยต้า ขณะที่ Silicon Valley ซึ่งเป็นที่ตั้งของบริษัทผู้ผลิตสินค้าไฮเทคจำนวนมาก
ของสหรัฐฯ ตั้งอยู่ใกล้กับมหาวิทยาลัย Stanford เพื่อให้สามารถเข้าถึงงานวิจัยและบุคลากรผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่างๆ ได้ง่าย
คล้ายคลึงกับหลายบริษัทที่ตั้งอยู่ใกล้กับ Massachusetts Institute of Technology (MIT) ในเมือง Boston ทั้งนี้
แม้ปัจจุบันค่าเช่าพื้นที่ใน Silicon Valley ปรับสูงขึ้นอย่างมากและเทคโนโลยีสารสนเทศก้าวหน้าไปมากจนเสมือนว่าสามารถ
ตั้งบริษัทที่ไหนก็ได้ในโลก แต่บริษัทดังกล่าวยังคงให้ความสำคัญกับการลงทุนในรูปแบบคลัสเตอร์ เพราะได้ประโยชน์จาก
ข้อมูลสำคัญที่กระจายอยู่ในแวดวงธุรกิจ ซึ่งมักได้มาจากการพบปะพูดคุยกัน ต่างจากข้อมูลข่าวสารทั่วไปที่ปัจจุบันสามารถ
ส่งผ่านกันรวดเร็วด้วยระบบออนไลน์ สำหรับคลัสเตอร์ธุรกิจบริการที่เป็นตัวอย่างสำคัญ คือ ธุรกิจด้านภาพยนตร์ของ
Hollywood ซึ่งหลังจากระบบสตูดิโอภาพยนตร์ขนาดใหญ่ล่มสลายในช่วงกว่า 80 ปีที่ผ่านมา ได้มีการแตกกิจการออกเป็น
บริษัทขนาดเล็กจำนวนมากซึ่งมีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง โดยบริษัทดังกล่าวยังคงตั้งกิจการในบริเวณรอบ Hollywood
และพึ่งพากันตามความเชี่ยวชาญของแต่ละบริษัท ซึ่งมีส่วนช่วยให้บริษัทสามารถพัฒนาความเชี่ยวชาญเฉพาะทางของ
ตนเองให้ดียิ่งขึ้น รวมถึงสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ เพิ่มขึ้น
สำหรับตัวอย่างคลัสเตอร์ของไทยในปัจจุบัน ได้แก่ อุตสาหกรรมปิโตรเคมีที่รวมตัวกันอยู่ในจังหวัดระยอง และ
อุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งมี Suppliers อยู่รอบบริษัทผู้ผลิตรถยนต์รายสำคัญ อาทิ ฮอนด้าในจังหวัดอยุธยา และโตโยต้า
ในจังหวัดสมุทรปราการ ทั้งนี้ การนำแนวคิดคลัสเตอร์มาใช้เป็นนโยบายพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศไทยถือว่าไม่ใช่
เรื่องใหม่ เนื่องจากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้นำแนวคิดคลัสเตอร์มาใช้
ในแผนพัฒนาขีดความสามารถการแข่งขันของไทยตั้งแต่ราวปี 2548 แต่สถานการณ์ทางการเมืองที่ไม่นิ่งและมีการเปลี่ยน
รัฐบาลมาหลายรัฐบาลในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ทำให้มาตรการรัฐบาลด้านคลัสเตอร์ค่อยๆ จางหายไป โดยอาจหลงเหลือ
อยู่บ้างในกลยุทธ์การดำเนินงานของกระทรวงอุตสาหกรรม ก่อนที่รัฐบาลชุดปัจจุบันจะนำแนวคิดคลัสเตอร์กลับมาใช้อีกครั้ง
โดยผนวกเข้ากับนโยบายส่งเสริมการลงทุน และคาดว่าจะมีอิทธิพลค่อนข้างมากต่อรูปแบบในอนาคตของการสนับสนุนและ
การพัฒนาอุตสาหกรรมของรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นลักษณะของการสนับสนุนเฉพาะพื้นที่และกลุ่มอุตสาหกรรม รวมถึงการ
บูรณาการร่วมกับสถาบันการศึกษาและสถาบันวิจัยเพื่อต่อยอดไปสู่อุตสาหกรรมใหม่ๆ
|
|
|
|
|