มองอิหร่านหลังนานาชาติปลดล็อกมาตรการคว่ำบาตร  
            ทันทีที่นานาชาติประกาศยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ
ต่ออิหร่านตามข้อตกลงนิวเคลียร์ที่อิหร่านและชาติมหาอำนาจ P5+1 ซึ่ง
ประกอบด้วยสหรัฐอเมริกา เยอรมนี ฝรั่งเศส รัสเซีย สหราชอาณาจักร
และจีน บรรลุร่วมกัน ส่งผลให้ ณ เวลานี้อิหร่านเตรียมกลับมาผงาดใน
เวทีโลกอีกครั้ง หลังจากเคยทรงอิทธิพลในธุรกิจน้ำมันมาเป็นเวลานาน
ทั้งนี้ หากพิจารณาศักยภาพของอิหร่านในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ
ที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของภูมิภาคตะวันออกกลาง รองจาก
ซาอุดีอาระเบีย และมีแนวโน้มเติบโตอย่างแข็งแกร่ง การมีจุดยืนทาง
การเมืองที่เป็นอิสระไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด และความสัมพันธ์กับนานาประเทศ
เริ่มดีขึ้นเป็นลำดับ จึงมีความเป็นไปได้ที่อิหร่านจะพลิกโฉมเป็นตลาด
การค้าและแหล่งลงทุนเนื้อหอมที่นักธุรกิจจากทั่วทุกมุมโลกอยากเข้าไป
แสวงหาโอกาสการค้าการลงทุนทันทีที่ตลาดเปิดกว้าง

          เศรษฐกิจอิหร่านหลังถูกยกเลิกมาตรการคว่ำบาตร
          ในช่วงระหว่างปี 2554-2558 อิหร่านถูกดำเนินมาตรการคว่ำบาตร
ทางเศรษฐกิจจากสหรัฐฯ สหภาพยุโรป (European Union : EU) และ
องค์การสหประชาชาติ (The United Nations : UN) ส่งผลให้เศรษฐกิจ
 
  อิหร่านหดตัวเฉลี่ย 1.4% ต่อปี อย่างไรก็ตาม The Economist Intelligence Unit (EIU) คาดการณ์ว่า การยกเลิกมาตรการ
คว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่ออิหร่านจะทำให้เศรษฐกิจอิหร่านในช่วงปี 2559-2563 ขยายตัวเฉลี่ยเกือบ 5% ต่อปี ซึ่งเป็นอัตรา
การขยายตัวสูงที่สุดในภูมิภาค
สอดคล้องกับแถลงการณ์ของประธานาธิบดี Hassan Rouhani ของอิหร่านเมื่อวันที่ 17 มกราคม 2559
ซึ่งมีใจความสำคัญให้ชาวอิหร่านคว้าโอกาสในช่วงที่เศรษฐกิจอิหร่านกำลังเติบโตแบบก้าวกระโดด พร้อมทั้งระบุว่าอิหร่านจะดึงดูดเม็ดเงิน
ลงทุนจากต่างประเทศมูลค่าราว 30-50 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วง 5 ปีข้างหน้า ซึ่งจะกระตุ้นให้เศรษฐกิจอิหร่านขยายตัวได้ถึง 8%
ในช่วงดังกล่าว
          นอกจากนี้ หลังจากมาตรการคว่ำบาตรถูกยกเลิก อิหร่านยังได้รับคืนสินทรัพย์ที่ถูกอายัดไว้ในต่างประเทศเป็นมูลค่าราว 29,000-
100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งธนาคารกลางอิหร่าน (Bank Markazi) จะนำมาเสริมปริมาณทุนสำรองระหว่างประเทศให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น
ขณะเดียวกันอิหร่านยังมีรายได้ที่เพิ่มขึ้นจากการกลับมาส่งออกน้ำมันได้อีกครั้ง ซึ่งคาดว่าจะทำให้อิหร่านสามารถทวงคืนตำแหน่งประเทศ
ผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่อันดับต้นๆ ของโลกกลับมาได้ในไม่ช้า อีกทั้งในช่วงที่ผ่านมารัฐบาลอิหร่านตระหนักถึงข้อจำกัดของภาคอุตสาหกรรม
น้ำมัน จึงให้ความสำคัญกับการปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจ เพื่อกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาในภาคอุตสาหกรรมที่ไม่ใช่น้ำมันอย่างต่อเนื่อง
เพื่อลดการพึ่งพารายได้จากการส่งออกน้ำมัน จนปัจจุบันซึ่งเป็นช่วงที่เกิดภาวะราคาน้ำมันในตลาดโลกตกต่ำ อิหร่านจึงมีความได้เปรียบ
บรรดาประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคจากการมีภาคอุตสาหกรรมที่ไม่ใช่น้ำมันที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ (อิหร่านเป็นตลาดยานยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาค และอุตสาหกรรมยานยนต์เป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่อันดับ 2 ของประเทศ รองจากอุตสาหกรรมน้ำมัน) อุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร และอุตสาหกรรมเวชภัณฑ์
สะท้อนให้เห็นได้จากสัดส่วนรายได้ภาครัฐ
ที่มาจากน้ำมันของอิหร่านในปีงบประมาณ 2558/59 อยู่ที่ 37.5% ของรายได้ภาครัฐทั้งหมด ต่ำกว่าซาอุดีอาระเบีย (73%) และคูเวต (88%)
ซึ่งทั้งสองประเทศยังพึ่งพารายได้จากน้ำมันเป็นหลัก ขณะที่รายได้ภาครัฐที่ไม่ได้มาจากน้ำมันของอิหร่านมีสัดส่วนสูงกว่า 60% ทั้งนี้ การ
ปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจของอิหร่านที่ลดการพึ่งพาอุตสาหกรรมน้ำมันลงอาจทำให้หลายประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลางเริ่มหันมา
ตามอย่างอิหร่านโดยเฉพาะในช่วงที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกตกต่ำ
          นอกจากภาคอุตสาหกรรมการผลิตที่แข็งแกร่งแล้ว อิหร่านยังมีภาคท่องเที่ยวที่มีศักยภาพและแนวโน้มเติบโตสดใส ซึ่งคาดว่า
ในอนาคตจะเป็นแหล่งรายได้สำคัญ
โดยทางการอิหร่านคาดการณ์จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเยือนอิหร่านจะเพิ่มขึ้นจากราว
4.5 ล้านคนในปัจจุบัน เป็น 20 ล้านคนภายในปี 2568 สร้างรายได้ราว 25-30 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ทำให้นักลงทุนต่างชาติสนใจเข้าไป
ลงทุนธุรกิจท่องเที่ยวและบริการที่เกี่ยวเนื่องในอิหร่าน ล่าสุด AccorHotels กลุ่มทุนโรงแรมรายใหญ่ของฝรั่งเศส เตรียมเปิดโรงแรมใหม่
2 แห่งในกรุงเตหะราน เมืองหลวงของอิหร่าน และในอนาคตคาดว่าจะเข้าบริหารโรงแรมในอิหร่านกว่า 100 แห่ง ทั้งนี้ ภาคท่องเที่ยวของ
อิหร่านได้รับแรงเกื้อหนุนจากการมีแหล่งมรดกโลกที่ขึ้นทะเบียนกับ UNESCO จำนวน 19 แห่ง และมีสถานที่ที่ได้รับการขึ้นบัญชีเบื้องต้น
เพื่อพิจารณาเป็นมรดกโลกในอนาคตอีก 49 แห่ง นอกจากนี้ อิหร่านยังมีแผนพัฒนาเมืองท่องเที่ยวในประเทศแห่งใหม่อีก 26 แห่งภายใต้
แผนพัฒนาประเทศระยะ 5 ปี

          ความสัมพันธ์ของอิหร่านกับนานาประเทศดีขึ้นเป็นลำดับ
          หากไม่นับรวมสหรัฐฯ และซาอุดีอาระเบียซึ่งขัดแย้งกับอิหร่านมาโดยตลอด ความสัมพันธ์ของอิหร่านกับนานาประเทศเริ่มดีขึ้น
เป็นลำดับ โดยเฉพาะกับ EU สะท้อนได้จากการเดินทางเยือนอิตาลีและฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการของประธานาธิบดี Hassan Rouhani
ซึ่งเป็นการเดินทางเยือน EU ของประธานาธิบดีอิหร่านครั้งแรกในรอบ 16 ปี เพื่อกระชับความสัมพันธ์ด้านการค้าการลงทุนผ่านการลงนาม
ในข้อตกลงร่วมกันหลายฉบับมูลค่า 55 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งทั้งสองฝ่ายตั้งเป้าเพิ่มมูลค่าการค้าระหว่างกัน หลังจากมูลค่าการค้า
ระหว่าง EU และอิหร่านลดลงจาก 28 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2554 เหลือ 12.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2557
          นอกจากการกระชับความสัมพันธ์กับ EU แล้ว อิหร่านและชาติมหาอำนาจอีกหลายประเทศ อาทิ จีน ญี่ปุ่น และรัสเซีย ยังฟื้นฟู
ความสัมพันธ์ระหว่างกัน ล่าสุดประธานาธิบดี Xi Jingping ของจีน เดินทางเยือนอิหร่านอย่างเป็นทางการ นับเป็นประธานาธิบดีจีนคนแรก
ที่เดินทางเยือนอิหร่านในรอบ 14 ปี เพื่อลงนามความร่วมมือในการขยายการค้าการลงทุนร่วมกันเป็นมูลค่า 6 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐภายใน
10 ปีข้างหน้า ขณะที่คณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจของญี่ปุ่นและบริษัทชั้นนำในญี่ปุ่น 21 แห่งเดินทางเยือนอิหร่านในช่วงก่อนที่นานาชาติจะ
ยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรต่ออิหร่าน เพื่อลงนามในข้อตกลงการค้าและการลงทุน โดยให้มีผลทันทีที่อิหร่านถูกยกเลิกมาตรการคว่ำบาตร
อีกทั้งยังมีการหารือกับผู้ว่าการธนาคารกลางของอิหร่านเพื่อจัดทำเครื่องมือทางการเงินสำหรับสนับสนุนการค้าระหว่างกัน นอกจากนี้
เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2558 ประธานาธิบดี Vladimir Putin ของรัสเซียได้เดินทางเยือนอิหร่านอย่างเป็นทางการ เพื่อลงนามในข้อตกลง
ขยายการค้าระหว่างกันที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น โดยรัสเซียเตรียมส่งออกขีปนาวุธเพื่อใช้ในการป้องกันประเทศไปอิหร่าน ขยายความร่วมมือ
ในโครงการพลังงานนิวเคลียร์ และสั่งซื้อสินค้าอาหารจากอิหร่านเพื่อทดแทนการนำเข้าจากตุรกี ยิ่งไปกว่านั้นทั้งสองประเทศยังได้เตรียม
ยกเลิกวีซ่าท่องเที่ยวระหว่างกันอีกด้วย
          เป็นที่น่าสังเกตว่า หลังจากอิหร่านถูกยกเลิกมาตรการคว่ำบาตร เศรษฐกิจอิหร่านมีแนวโน้มเติบโตแบบก้าวกระโดด อีกทั้งโอกาส
ทางการค้าการลงทุนยังเปิดกว้าง แต่การทำการค้าและการเข้าไปลงทุนในอิหร่านยังมีความท้าทายรออยู่ท่ามกลางภาวะการแข่งขันใน
ประเทศที่มีแนวโน้มสูงขึ้นเป็นลำดับ ซึ่งนักลงทุนต้องปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมทางธุรกิจในอิหร่าน พร้อมทั้งพึงระวังต่อข้อจำกัด
ในด้านต่างๆ อาทิ อิหร่านใช้กฎหมายชารีอะห์ในการกำกับดูแลภาคการเงินและระบบธนาคารในประเทศ ซึ่งนักลงทุนต้องศึกษาและ
ปรับเปลี่ยนการดำเนินงานให้สอดคล้องกับหลักปฏิบัติของกฎหมายดังกล่าว นอกจากนี้ อิหร่านยังมีปัญหาด้านโครงสร้างพื้นฐานในประเทศ
ที่ไม่ได้รับการพัฒนา และความล้าหลังของระบบขนส่ง ซึ่งเป็นผลพวงจากการถูกนานาชาติคว่ำบาตรมาเป็นเวลานาน อย่างไรก็ตาม
เป็นที่คาดว่าปัญหาดังกล่าวจะได้รับการแก้ไขโดยเร็ว เนื่องจากรัฐบาลอิหร่านมีนโยบายผลักดันการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐาน และดึงดูด
นักลงทุนต่างชาติที่มีประสบการณ์ให้เข้ามามีส่วนร่วมในการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ
 
  Disclaimer : ข้อมูลต่างๆ ที่ปรากฏเป็นข้อมูลที่ได้จากแหล่งข้อมูลที่หลากหลาย และการเผยแพร่ข้อมูลเป็นไปเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลแก่ผู้ที่สนใจเท่านั้น
โดยธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทยจะไม่รับผิดชอบในความเสียหายใดๆ ที่อาจเกิดขึ้นจากการที่มีบุคคลนำข้อมูลนี้ไปใช้ ไม่ว่าโดยทางใด