ส่งออกลด…เพราะเงินบาทแข็งค่าจริงหรือ?  
            ปัจจุบันเงินบาทที่แข็งค่าสุดในรอบ 1 ปี หรือแข็งค่าขึ้นราว 4%
นับตั้งแต่ต้นปี 2559 กำลังเป็นประเด็นร้อนที่ถูกพูดถึงในวงกว้าง ซึ่ง
เงินบาทที่แข็งค่าดังกล่าวมีสาเหตุหลักมาจากเงินทุนเคลื่อนย้าย
ระหว่างประเทศที่ไหลเข้าตลาดเกิดใหม่รวมทั้งไทยมากขึ้นเพื่อแสวงหา
ผลตอบแทนที่สูงกว่า หลังประเทศมหาอำนาจหลายแห่ง อาทิ ยุโรป
ญี่ปุ่น อังกฤษ ใช้นโยบายอัตราดอกเบี้ยต่ำและอัดฉีดเม็ดเงินเพื่อกระตุ้น
เศรษฐกิจต่อเนื่อง ประกอบกับเศรษฐกิจไทยส่งสัญญาณในทิศทาง
ที่ดีขึ้น สถานการณ์ดังกล่าวทำให้หลายฝ่ายมีความกังวลว่าเงินบาทที่
แข็งค่าอาจยิ่งซ้ำเติมภาคส่งออกไทยที่กำลังอยู่ในช่วงซบเซาให้แย่ลงอีก
อย่างไรก็ตาม การแข็งค่าของเงินบาทในช่วงนี้อาจไม่ได้กระทบต่อการ
ส่งออกมากอย่างที่หลายฝ่ายกังวล จากข้อสังเกตบางประการที่น่าสนใจ
ดังนี้
          เงินบาทเคลื่อนไหวเกาะกลุ่มไปกับสกุลเงินอื่นใน
ภูมิภาค
จากเงินทุนเคลื่อนย้ายระหว่างประเทศที่ไหลเข้ามาทั่วภูมิภาค
ทำให้สกุลเงินส่วนใหญ่ในภูมิภาคเอเชียแข็งค่าไปในทิศทางเดียวกัน
โดยเงินบาทที่แข็งค่า 4% ตั้งแต่ต้นปี สอดคล้องกับทิศทางค่าเงินของ
ประเทศคู่ค้าและคู่แข่งสำคัญ อาทิ มาเลเซีย (แข็งค่าขึ้นกว่า 7%)
เกาหลีใต้ (5.8%) สิงคโปร์ (5.2%) อินโดนีเซีย (5.2%) ไต้หวัน
(5.1%) และเวียดนาม (1.9%) เป็นต้น ปัจจัยดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า
แม้เงินบาทจะแข็งค่าขึ้นในบางช่วงเวลา แต่ยังเป็นไปในทิศทางเดียวกับ
 
  สกุลเงินอื่นในภูมิภาค ซึ่งไม่ได้ก่อให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบต่อภาคส่งออกไทยมากนัก
          ค่าเงินมีผลกระทบต่อการส่งออกไม่มากเหมือนในอดีต ในทางทฤษฎี แม้เงินบาทที่อ่อนค่าจะช่วยให้ราคาของสินค้าไทย
ถูกลงในสายตาต่างชาติ ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการส่งออก (Price Effect) ได้ระดับหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ประเด็นของ
Price Effect กลับมีผลต่อการส่งออกค่อนข้างน้อย สังเกตได้จากในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา เงินบาทอ่อนค่าต่อเนื่องจาก 28 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ
ในปี 2556 จนทะลุ 36 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐในปี 2558 หรืออ่อนค่าราว 22% ในช่วง 3 ปี ซึ่งนับว่าอ่อนค่ากว่าค่าเงินคู่แข่งเกือบทุกสกุล
แต่การส่งออกของไทยในช่วงดังกล่าวกลับหดตัว 3 ปีติดต่อกัน ขณะที่หลายประเทศ โดยเฉพาะเวียดนามที่แม้ตั้งแต่ต้นปี 2559 เงินด่องจะ
แข็งค่าขึ้นในทิศทางเดียวกับเงินบาท แต่การส่งออกของเวียดนามยังขยายตัวได้ดีต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นว่าปัจจุบันยังมีปัจจัยพื้นฐานอื่นๆ
ที่มีผลต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคส่งออกมากกว่าค่าเงิน อาทิ ภาวะเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้า การสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ
รวมถึงการผลิตสินค้าที่ตรงกับความต้องการของผู้บริโภคและสอดคล้องกับ Global Megatrends เป็นต้น
          แม้อัตราแลกเปลี่ยนจะมีผลต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคส่งออกไม่มากเหมือนเช่นอดีต แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าอัตรา
แลกเปลี่ยนยังมีผลต่อ "รายได้ในรูปเงินบาท" (Income Effect) ของผู้ส่งออกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้น ผู้ส่งออกไทยต้องเตรียม
ความพร้อมเพื่อรับมือกับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ดังนี้
 
  "ทางออกของผู้ส่งออกไทย"
แนวทางระยะสั้น : ป้องกันความเสี่ยงและปรับปรุงกระบวนการผลิต
          • ใช้เครื่องมือทางการเงินเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน อาทิ การทำ Forward Contract การเปิดบัญชีสกุล
เงินตราต่างประเทศ (FCD) การ Matching เงินได้กับค่าใช้จ่ายที่เป็นเงินสกุลเดียวกัน
เป็นต้น
          • ช่วงที่เงินบาทแข็งค่าถือเป็นจังหวะที่ดีในการนำเข้าเครื่องจักรและเทคโนโลยี เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต

แนวทางระยะยาว : เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน
          สร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ที่ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า เพื่อหลีกเลี่ยงการแข่งขันด้านราคา
          ปรับเปลี่ยนรูปแบบสินค้าให้สอดคล้องกับ Global Megatrends เพื่อตอบสนองผู้บริโภคยุคใหม่
          มุ่งเจาะตลาดส่งออกใหม่ที่มีศักยภาพ เพื่อขยายตลาดใหม่ๆ และกระจายความเสี่ยงจากตลาดส่งออกเดิม
          มองหาช่องทางในการลงทุนต่างประเทศ เพื่อแสวงหาโอกาสใหม่ๆ และลดข้อจำกัดของปัญหาเชิงโครงสร้าง
ในประเทศ
 
  Disclaimer : ข้อมูลต่างๆ ที่ปรากฏเป็นข้อมูลที่ได้จากแหล่งข้อมูลที่หลากหลาย และการเผยแพร่ข้อมูลเป็นไปเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลแก่ผู้ที่สนใจเท่านั้น
โดยธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทยจะไม่รับผิดชอบในความเสียหายใดๆ ที่อาจเกิดขึ้นจากการที่มีบุคคลนำข้อมูลนี้ไปใช้ ไม่ว่าโดยทางใด