โดรน...นวัตกรรมเปลี่ยนโลกธุรกิจ  
            คงไม่มีใครปฏิเสธได้ว่า โดรน (Drone) หรืออากาศยานไร้คนขับ
(Unmanned Aerial Vehicle : UAV) เป็นหนึ่งในเทคโนโลยีมาแรงที่ทั่วโลก
ต่างจับตามอง ด้วยการทำงานที่สามารถใช้การควบคุมจากระยะไกล หรือทำงาน
แบบอัตโนมัติโดยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ติดตั้งอยู่ภายใน แทนการใช้นักบินเป็น
ผู้ควบคุมอากาศยาน โดรนในระยะเริ่มแรกถูกพัฒนาขึ้นเพื่อใช้ในปฏิบัติการทาง
ทหารเท่านั้น ต่างจากในปัจจุบันที่โดรนถูกพัฒนาและดัดแปลงสำหรับใช้งาน
ในรูปแบบที่หลากหลายมากขึ้น ส่งผลให้กระแสความนิยมใช้งานโดรนทั่วทุกมุมโลก
ขยายตัวอย่างรวดเร็ว ทั้งนี้ PwC บริษัทวิจัยชั้นนำของโลกคาดว่ามูลค่าตลาดของ
โดรนทั่วโลกในปี 2563 จะสูงถึง 1.27 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเพิ่มขึ้นเกือบ
64 เท่า เมื่อเทียบกับมูลค่าตลาดในปัจจุบัน

          การพัฒนาคุณสมบัติของโดรนเพื่อใช้ในเชิงพาณิชย์ที่มีมากขึ้น ประกอบกับ
กระแส Big Data และ Internet of Things ที่กำลังมาแรงในยุคปัจจุบัน เป็นปัจจัย
สำคัญที่กระตุ้นให้ภาคธุรกิจนำโดรนมาใช้เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ
ในการดำเนินงาน ตลอดจนสร้างจุดขายที่แตกต่างให้กับธุรกิจของตน ตัวอย่าง
ธุรกิจที่นำโดรนมาใช้ดำเนินงานแล้ว อาทิ
          ธุรกิจการเกษตร โดยใช้ทำหน้าที่หว่านเมล็ดพันธุ์ ฉีดพ่นปุ๋ยและสารเคมี
ต่างๆ ได้รวดเร็วและแม่นยำกว่าการใช้แรงงานคน ส่งผลให้เกษตรกรลดต้นทุนใน
การปลูกพืชได้ถึง 85% ขณะเดียวกันโดรนยังช่วยบริหารความเสี่ยงภาคเกษตร ด้วยการถ่ายภาพมุมสูงของพื้นที่การเกษตร เก็บข้อมูลความชื้นและความกดอากาศ แล้วนำมาประมวลผลเพื่อวิเคราะห์ปัจจัยเสี่ยงที่ส่งผลต่อการเพาะปลูก ซึ่งช่วยให้
เกษตรกรเตรียมวางแผนรับมือปัจจัยเสี่ยงเหล่านั้นได้ตรงจุดและทันท่วงที
          ธุรกิจพลังงานและโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งในขั้นตอนการเข้าสำรวจพื้นที่
เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการจัดทำแผนก่อสร้าง ตลอดจนขั้นตอนการบำรุงรักษา
อาทิ Solarplaza บริษัทผู้ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ของเนเธอร์แลนด์
ใช้โดรนบินสำรวจแผ่นโซลาร์เซลล์ ซึ่งภายในเวลา 1 นาที โดรนสามารถตรวจสอบ
แผ่นโซลาร์เซลล์ได้ราว 800 แผ่น เทียบกับการใช้แรงงานคนที่ตรวจสอบได้เพียง
1 แผ่นในเวลาเท่ากัน
 
            ธุรกิจขนส่ง โดรนทำหน้าที่ส่งสินค้าแทนรถบรรทุกเพื่อร่นระยะเวลาและลดค่าใช้จ่ายในการขนส่งสินค้า ซึ่งขณะนี้หลายบริษัท
เริ่มนำโดรนมาใช้ในการขนส่งสินค้าแล้ว อาทิ Amazon เว็บไซต์ซื้อขายสินค้าออนไลน์ พัฒนาโดรนชื่อ “Amazon Prime Air” สามารถส่ง
สินค้าไปถึงมือผู้รับภายใน 30 นาที และลดต้นทุนค่าขนส่งได้ราว 20-80 เท่า เมื่อเทียบกับการขนส่งภาคพื้นดินแบบเดิม
          ธุรกิจประกันภัย การใช้โดรนสำรวจที่เกิดเหตุจะช่วยให้การประเมินความเสียหายมีความแม่นยำสูงขึ้นและสามารถส่งข้อมูล
ความเสียหายกลับไปยังสำนักงานได้ในทันที ทั้งนี้ Tata Consultancy Service บริษัทชั้นนำด้านไอที ประเมินว่าโดรนสามารถสำรวจ
ความเสียหายในกรณีเกิดเหตุต่างๆ ได้ภายในเวลาราว 1 ชั่วโมง เทียบกับการใช้เจ้าหน้าที่ภาคสนามที่ต้องใช้เวลาถึง 2.5 ชั่วโมง

          สำหรับประเทศไทย ขณะนี้มีหลายธุรกิจที่นำโดรนมาใช้ในการดำเนินงานแล้ว อาทิ บริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด พัฒนาโดรน
รุ่นพิเศษที่มีระบบความปลอดภัยและทนต่ออุณหภูมิสูงมากกว่าโดรนทั่วไป ซึ่งช่วยให้การตรวจสอบความปลอดภัยของปล่องไฟในโรงงาน
ทำได้ง่ายและบ่อยครั้งขึ้น จากเดิมที่สำรวจเฉพาะช่วงหยุดโรงงานเพื่อซ่อมบำรุงใหญ่ทุกๆ 5-6 ปีเท่านั้น นอกจากนี้ บริษัท ศิลาสานนท์
จำกัด ผู้ผลิตหินก่อสร้าง ใช้โดรนสำรวจพื้นที่เหมืองแร่เพื่อสร้างแผนที่เหมืองที่สามารถบอกชั้นความสูงและความชันได้อย่างละเอียด
โดยใช้เวลาสำรวจเพียงไม่กี่ชั่วโมงจากเดิมที่ต้องสำรวจนานถึง 10 วัน รวมทั้งยังช่วยลดความเสี่ยงของคนงานในการสำรวจในพื้นที่อันตราย
เป็นที่น่าสังเกตว่า การนำโดรนมาใช้ในภาคธุรกิจทั้งของไทยและต่างประเทศ ไม่เพียงสะท้อนความสำคัญของการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี
ในโลกธุรกิจเท่านั้น แต่ยังแสดงให้เห็นถึงปัญหาด้านแรงงานที่หลายประเทศทั่วโลกรวมถึงไทยกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ การใช้โดรนจึงเป็น
หนึ่งในทางออกที่ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถแก้ไขปัญหาขาดแคลนแรงงานและค่าจ้างที่ปรับสูงขึ้น รวมทั้งยังเป็นส่วนหนึ่งในการปรับตัว
ของภาคธุรกิจเข้าสู่ยุค Industry 4.0 ที่เน้นขับเคลื่อนธุรกิจด้วยนวัตกรรมมากยิ่งขึ้นเช่นกัน
 
  Disclaimer : ข้อมูลต่างๆ ที่ปรากฏเป็นข้อมูลที่ได้จากแหล่งข้อมูลที่หลากหลาย และการเผยแพร่ข้อมูลเป็นไปเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลแก่ผู้ที่สนใจเท่านั้น
โดยธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทยจะไม่รับผิดชอบในความเสียหายใดๆ ที่อาจเกิดขึ้นจากการที่มีบุคคลนำข้อมูลนี้ไปใช้ ไม่ว่าโดยทางใด