| |
Extreme Trade...ตัวแปรใหม่ กติกาใหม่ ในสมการการค้าโลก
ในปี 2568 สภาพแวดล้อมทางการค้าระหว่างประเทศถูกปกคลุมด้วยความคลุมเครือและความไม่แน่นอนสูงอย่างที่ไม่เคย
ปรากฏมาก่อน ท่ามกลางกติกาการค้าที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว พร้อมกับกำแพงการค้าในรูปแบบใหม่ที่ไม่อาจคาดเดา สถานการณ์
ดังกล่าวสามารถวิเคราะห์จากการปรับตัวของดัชนี World Trade Uncertainty Index ที่พุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในไตรมาส
ที่ 3 ของปี 2568 โดยกำแพงการค้าที่เขย่าระเบียบการค้าโลกให้สะเทือนอย่างหนักคือ การประกาศใช้มาตรการภาษีต่างตอบแทน
(Reciprocal Tariffs) ของสหรัฐฯ แม้มีการประกาศตัวเลขอัตราภาษีมาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่เดือนเมษายน 2568 แต่จนถึงปัจจุบัน
ยังมีความไม่แน่นอนทั้งในมุมของกลุ่มสินค้าที่จะถูกบังคับใช้และอัตราภาษีของแต่ละประเทศที่มีโอกาสเปลี่ยนแปลงได้อีก ยิ่งไปกว่านั้น
ผลกระทบจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนที่ยืดเยื้อมานานหลายปียังได้ขยายขอบเขตไปสู่พันธมิตรทางเศรษฐกิจอื่น ๆ
ที่ต้องเผชิญกับแรงกดดันให้เลือกข้างทั้งในมิติการค้า การเงิน พลังงาน และเทคโนโลยี ดังเห็นได้จากกรณีของอินเดียที่เคยถูกสหรัฐฯ ปรับขึ้นอัตราภาษีอีกเท่าตัวเพื่อตอบโต้ที่นำเข้าน้ำมันจากรัสเซีย นอกจากนี้ ยังมีกำแพงการค้าสีเขียวหรือมาตรการทางการค้าด้าน
สิ่งแวดล้อม ปัจจุบันมีมากถึง 22,000 มาตรการทั่วโลก เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 19.6% ต่อปี เช่น มาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดนของ EU (CBAM) ซึ่งคาดว่า จะมีอีกหลายประเทศที่เตรียมนำมาใช้ ทั้งแคนาดา ออสเตรเลีย สหราชอาณาจักร ยิ่งไปกว่านั้น หลายประเทศ
ตั้งกำแพงการค้าผ่านกฎระเบียบ/มาตรฐานแบบเฉพาะเจาะจง เช่น มาตรฐานฮาลาลของอินโดนีเซียที่ต้องรับรองจากหน่วยงานที่ระบุ
ไว้เท่านั้น สำหรับในปี 2569 มีแนวโน้มที่จะเห็นการดำเนินนโยบายและมาตรการปกป้องธุรกิจในประเทศผ่านการสร้างกำแพงการค้า
รูปแบบใหม่ ๆ ที่รุนแรงยิ่งขึ้นกว่าในอดีต
สำหรับประเทศไทย Extreme Trade ไม่ได้เป็นเพียงความผันผวนระยะสั้น แต่กำลังกลายเป็น “ความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง” ที่บีบให้ผู้ส่งออกไทยต้องปรับตัว ผลกระทบสำคัญประการแรกคือ ความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนของมาตรการ Reciprocal Tariffs ของสหรัฐฯ โดยสหรัฐฯ มีอำนาจต่อรองสูงและมีโอกาสปรับเปลี่ยนอัตราภาษีและมาตรการทางการค้าต่าง ๆ ตามสถานการณ์ ส่งผลโดยตรงต่อการตั้งราคา การทำสัญญาระยะยาว และการวางแผนการผลิตของผู้ส่งออกไทย นอกจากนี้ ยังส่งผลกระทบทางอ้อมจากการขอเอกสารแหล่งกำเนิดสินค้าหรือเงื่อนไขด้านศุลกากรที่เข้มงวดขึ้น ต้นทุนด้านเอกสารและความเสี่ยงทางการค้าจึงเพิ่มขึ้นโดยปริยาย ประการที่สอง Extreme Trade กำลังเปลี่ยน “กติกาการเลือกคู่ค้า” จากเดิมที่เน้นราคาและคุณภาพ ไปสู่การพิจารณาเชิงภูมิรัฐศาสตร์มากขึ้น สินค้าไทยในห่วงโซ่อุปทานโลกอาจถูกตั้งคำถามถึงแหล่งที่มาของวัตถุดิบ เทคโนโลยี และพลังงาน และความเกี่ยวโยงกับประเทศมหาอำนาจ แม้จะผลิตในไทยก็ตาม ส่งผลให้ผู้ซื้อในต่างประเทศอาจกำหนดเงื่อนไขด้านความโปร่งใสและการตรวจสอบย้อนกลับที่เข้มงวดกว่าเดิม ประการที่สาม กำแพงการค้าสีเขียว โดยเฉพาะมาตรการ CBAM กำลังสร้างแรงกดดันเชิงโครงสร้างต่อผู้ส่งออกไทยอย่างเป็นรูปธรรม ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นไม่ได้จำกัดอยู่เพียงภาษีคาร์บอน แต่ครอบคลุมถึงค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การตรวจสอบโดยหน่วยงานภายนอก และการปรับกระบวนการผลิตให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล สำหรับผู้ส่งออกรายใหญ่อาจยังพอรับมือได้ แต่สำหรับ SMEs ไทยจำนวนมาก CBAM เป็นความท้าทาย ทั้งในด้านเงินทุน ความรู้ และบุคลากร หากไม่สามารถปรับตัวได้ทัน ผู้ส่งออกกลุ่มนี้อาจทยอยสูญเสียตลาด ไม่ใช่เพราะคุณภาพสินค้า แต่เพราะไม่ผ่านเกณฑ์เชิงสิ่งแวดล้อมที่กำลังกลายเป็นเงื่อนไขบังคับของการค้าโลก อย่างไรก็ดี ยังมีโอกาสเชิงยุทธศาสตร์สำหรับผู้ส่งออกไทยที่ปรับตัวได้ก่อน ประเทศไทยมีจุดแข็งด้านความยืดหยุ่นของภาคการผลิต ความหลากหลายของฐานอุตสาหกรรม และภาพลักษณ์ประเทศที่ไม่ถูกมองว่าเป็นคู่ขัดแย้งโดยตรงในสมรภูมิการค้าโลก หากผู้ส่งออกไทยสามารถยกระดับความโปร่งใสของ Supply Chain ปรับตัวด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นระบบ และกระจายตลาดไปยังพรมแดนการค้าใหม่ ๆ ไทยอาจกลายเป็น “ทางเลือกที่ปลอดภัย” ในสายตาของผู้ซื้อทั่วโลก Extreme Trade จึงไม่ใช่เพียงตัวแปรรบกวนในสมการธุรกิจ แต่เป็นบททดสอบสำคัญของความสามารถในการปรับตัวของผู้ส่งออกไทย
|
|
|
| |
Extreme Geopolitics...ตัวการสั่นคลอน Supply Chain โลก
ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในหลายภูมิภาคของโลกยังคงทวีความรุนแรงและมีแนวโน้มยืดเยื้อ ไม่ว่าจะเป็นสงครามระหว่างรัสเซีย-ยูเครน ความไม่สงบในตะวันออกกลาง ข้อพิพาทในทะเลจีนใต้ รวมถึงความตึงเครียดระหว่างไทย-กัมพูชา สอดคล้องกับดัชนี Geopolitical Risk Index ตัวชี้วัดระดับความเสี่ยงจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ทั่วโลก โดยในช่วงกลางปี 2568 ดัชนีดังกล่าวได้ปรับเพิ่มขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 4 ปี แสดงให้เห็นถึงความไม่แน่นอนเชิงโครงสร้างที่กำลังฝังรากลึกในระบบเศรษฐกิจและการเมืองโลก สถานการณ์เหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงแรงสั่นสะเทือนชั่วคราว แต่กำลังยกระดับเป็นความเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่ส่งผลต่อทิศทางของโลกในระยะยาว ทั้งในด้านการแบ่งขั้วทางการเมืองและเศรษฐกิจ การลดการพึ่งพาการค้าระหว่างประเทศ และการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งกระบวนการเหล่านี้ก่อให้เกิดผลกระทบในวงกว้าง โดยเฉพาะต่อประเทศที่มีความเชื่อมโยงและพึ่งพาการค้าและการลงทุนจากต่างประเทศเป็นหลัก ทั้งนี้ World Economic Forum ประเมินว่า การดำเนินนโยบายเชิงภูมิรัฐศาสตร์ทางเศรษฐกิจ ซึ่งนำไปสู่การแยกตัวของระบบเศรษฐกิจโลกออกเป็นกลุ่มย่อย ๆ เชื่อมโยงกันน้อยลง สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจโลกถึง 0.6-5.7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 5% ของ GDP โลก อันเป็นผลจากการชะลอตัวของการค้าระหว่างประเทศ การลดลงของกระแสเงินทุนข้ามพรมแดน และการสูญเสียประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจในภาพรวม
เมื่อพิจารณาในบริบทของไทย ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ย่อมส่งผลต่อผู้ส่งออกโดยตรง โดยเฉพาะในมุมของต้นทุนที่พุ่งสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งจากเส้นทางการขนส่งที่ต้องปรับเปลี่ยนเพื่อหลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยงภัยสงคราม ค่าประกันภัยต่าง ๆ รวมถึงต้นทุนพลังงานที่ผันผวนตามสถานการณ์โลก Extreme Geopolitics จึงไม่ใช่เพียงความขัดแย้งทางการเมือง แต่เป็นแรงสั่นสะเทือนที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจทั้งระบบ ทั้งด้านพลังงาน ห่วงโซ่การผลิต และเส้นทางโลจิสติกส์ ผู้ส่งออกไทยต้องให้ความสำคัญในการวางแผนกลยุทธ์ทางธุรกิจและการบริหารความเสี่ยงในระยะยาว เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันท่ามกลางความไม่แน่นอนที่รุนแรงและต่อเนื่อง
ภายใต้บริบท “3 ภาวะสุดขั้ว” ที่เริ่มก่อตัวและเชื่อมโยงกันอย่างไม่อาจตัดขาดกันได้ ผู้ส่งออกไทยจำเป็นต้องปรับมุมมอง
จากการ “บริหารต้นทุนระยะสั้น” ไปสู่การ “บริหารความเสี่ยงเชิงระบบ” อย่างจริงจัง ด้วย 3 แนวทางสำคัญ ได้แก่ Monitor ติดตาม
สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์และมาตรการที่เกี่ยวเนื่องที่อาจส่งผลกระทบต่อคู่ค้าและเส้นทางขนส่ง เพื่อคาดการณ์และประเมินผลกระทบ
ล่วงหน้า พร้อมวางแผนรับมือ Management บริหารจัดการในสถานการณ์ฉุกเฉินให้ผ่านไปได้ ตั้งทีมเฉพาะกิจเพื่อให้การดำเนิน
ธุรกิจดำเนินการอย่างไร้ร้อยต่อท่ามกลางภาวะไม่ปกติ Mitigation (Risk) วางแผนบริหารความเสี่ยง ตั้งแต่การกระจายตลาดและ
เส้นทางขนส่ง การใช้ข้อมูลภูมิอากาศและความเสี่ยงเชิงพื้นที่ในการวางแผนการผลิต การเตรียมความพร้อมต่อกติกาการค้าใหม่ ๆ
|
|
|
|
|