 |
 |
 |
| |
หนึ่งในนโยบายสำคัญของรัฐบาลชุดใหม่ที่ถือเป็นหมุดหมายที่ดีต่อการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของไทย คือ การเลื่อนเป้าหมาย Net Zero 2050 ของไทย ให้เร็วขึ้นกว่าเดิม 15 ปี จากเป้าหมายเดิมที่ปี 2065 แสดงให้เห็นการให้ความสำคัญของภาครัฐ และสอดคล้องกับผลการศึกษาถึงการเปลี่ยนแปลงทางสิ่งแวดล้อมและผลกระทบต่อประเทศ (Country Climate and Development Report : Thailand) ซึ่งจัดทำโดยธนาคารโลกและเผยแพร่เมื่อต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา โดยรายงานดังกล่าวมีการประเมินผลกระทบจาก Climate Change ต่อเศรษฐกิจไทยที่อาจสูงถึง 7-14% ของ GDP ภายในปี 2050 แต่หากมีการลงทุนเพื่อบริหารจัดการ ผลกระทบจะบรรเทาลงถึง 4-5% ของ GDP ดังนั้น นโยบาย Net Zero 2050 จึงนับเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนต่อทุกภาคส่วนว่าปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นเรื่องที่ต้องร่วมกันรับผิดชอบเพื่อแก้ปัญหา เพื่อสร้างแรงส่งต่อภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมของไทย ดังนี้ |
|
|
|
 |
| |
รักษาการผลิตไทยให้คงอยู่ในห่วงโซ่อุปทานการผลิตโลก |
|
|
 |
 |
| |
ท่ามกลางมิติของแต่ละประเทศที่ต้องตั้งเป้าการลดก๊าซเรือนกระจก ไปจนถึงภาคการผลิตของโลก โดยเฉพาะบริษัทข้ามชาติรายใหญ่ ต่างได้รับแรงกดดันในการสร้างห่วงโซ่การผลิตที่ปล่อยคาร์บอนต่ำ ทำให้การที่ไทยตั้งเป้าหมาย Net Zero เร็วขึ้นมาอยู่ที่ปี 2050 ซึ่งถือเป็นกรอบเวลาเดียวกันกับประเทศส่วนใหญ่ของโลก ทั้งที่เป็นคู่ค้าสำคัญอย่าง EU และญี่ปุ่น จนถึงประเทศคู่แข่งสำคัญอย่างเวียดนามและมาเลเซีย จะช่วยผลักดันให้ภาคธุรกิจไทยต้องเร่งปรับตัวสู่เส้นทางสังคมคาร์บอนต่ำในความเร็วเท่ากับภาคธุรกิจของประเทศส่วนใหญ่ และทำให้ภาคธุรกิจไทยยังคงรักษาตำแหน่งในห่วงโซ่อุปทานการผลิตโลกได้
|
|
|
|
 |
| |
สร้างโอกาสให้กับหลากหลายธุรกิจในประเทศ |
|
|
 |
 |
| |
นโยบาย Net Zero 2050 ช่วยตอกย้ำทิศทางนโยบายของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นแผนพลังงานชาติ โดยเฉพาะด้านพลังงานหมุนเวียน ไปจนถึงแผนแม่บทด้านอุตสาหกรรมและคมนาคม ซึ่งนโยบายดังกล่าวจะถูกกำหนดออกมาเป็นมาตรการในการส่งเสริมหรือผลักดันให้เกิดการลงทุนเพิ่มขึ้นในหลากหลายธุรกิจ อาทิ พลังงานหมุนเวียน พลังงานสะอาด ธุรกิจยกระดับประสิทธิภาพการใช้พลังงาน รถยนต์ไฟฟ้าและธุรกิจเกี่ยวเนื่อง ธุรกิจการจัดการของเสีย รวมถึงธุรกิจที่ใช้เทคโนโลยีใหม่ อาทิ การดักจับและกักเก็บคาร์บอน และไฮโดรเจน |
|
|
 |
 |
 |
| |
สร้าง Ecosystem ที่ช่วยดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ |
|
|
 |
 |
| |
ด้วยแรงกดดันของเป้าหมายที่เข้มข้นย่อมทำให้จุดแข็งด้านพลังงานสะอาดชัดเจนขึ้นในระยะยาว สอดคล้องกับปัจจัยการพิจารณาเลือกพื้นที่ลงทุนของบริษัทข้ามชาติที่ส่วนหนึ่งให้ความสำคัญกับการมีแหล่งพลังงานสะอาด ตัวอย่างเช่นกรณีของ Amazon, Microsoft, Apple และ Meta ที่ต่างมีเป้าในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ส่งผลให้การเลือกลงทุน Data Center ในประเทศที่มีสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนสูง ก็จะมีส่วนช่วยให้บริษัทดังกล่าวสามารถบรรลุเป้าหมายก๊าซเรือนกระจกได้ง่ายยิ่งขึ้น |
|
|
 |
 |
 |
| |
เร่งปรับภาคการผลิตที่ปล่อยคาร์บอนสูง |
|
|
 |
 |
|
| |
การปรับเป้า Net Zero ให้เร็วยิ่งขึ้นสร้างแรงกดดันให้ธุรกิจที่ปล่อยคาร์บอนสูงต้องเร่งปรับตัว อาทิ พลังงานฟอสซิล (ไฟฟ้าและยานยนต์) การผลิตโลหะ การผลิตซีเมนต์ และธุรกิจขนส่ง เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ธุรกิจดังกล่าวส่วนใหญ่ต่างตระหนัก
ถึงความจำเป็นในการลดคาร์บอนมาแล้วล่วงหน้าระยะหนึ่งผ่านมาตรการสิ่งแวดล้อมของต่างประเทศ ทำให้ส่วนหนึ่งมีการวางแผน
กลยุทธ์ในการปรับตัวและตั้งเป้าลดคาร์บอนอยู่แล้ว
จะเห็นได้ว่านโยบาย Net Zero 2050 เป็นทั้งความท้าทายต่อธุรกิจไทยที่ต้องเร่งปรับตัว แต่ขณะเดียวกันก็นับเป็นโอกาสที่
หากผู้ประกอบการไทยสามารถปรับตัวได้เร็ว ก็จะช่วยสร้างแต้มต่อและยกระดับภาคธุรกิจไทยไปอีกขั้น โดยผู้ประกอบการรายใหญ่
ของไทยที่มีตลาดส่งออกไปประเทศตลาดหลักอย่าง EU อาจได้รับแรงกดดันจากมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมค่อนข้างมากอยู่แล้ว |
|
|
|