ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลกอันเนื่องมาจากความท้าทายทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ทวีความรุนแรง หลายฝ่ายอาจให้ความสนใจกับปัญหาเฉพาะหน้า จนหลงลืมไปว่าวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งความท้าทายสำคัญระดับโลก กำลังรอวันส่งผลกระทบอย่างรุนแรงและกว้างขวางเช่นกัน ประเทศไทยเองในฐานะส่วนหนึ่งของประชาคมโลกได้ประกาศพันธกิจที่ชัดเจนในการมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี 2593 และเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ภายในปี 2608 อีกทั้งภาครัฐกำลังพิจารณาภาษีคาร์บอนที่ครอบคลุมภาคส่วนที่กว้างขึ้นจากปัจจุบันที่เริ่มบังคับใช้ภาษีคาร์บอนกับผลิตภัณฑ์น้ำมันไปแล้ว รวมถึงมีแผนจะนำระบบซื้อขายสิทธิ์ในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Emission Trading Scheme: ETS) มาใช้ ช่วงเวลานี้จึงเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ผู้ประกอบการต้องหาแนวทางการลดคาร์บอนในธุรกิจของตน โดยเฉพาะด้านการใช้พลังงานและไฟฟ้า ซึ่งเป็นต้นเหตุสำคัญของการปล่อยคาร์บอน เพื่อคว้าโอกาสจากแหล่งทุนใหม่ ๆ และสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน

จุดเปลี่ยนสำคัญของภาคพลังงานไทย
           จากรายงานการวิเคราะห์ของ BloombergNEF (BNEF) เรื่อง Thailand : Turning Point for a Net-Zero Power Grid ซึ่ง
เผยแพร่เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2568 ได้ฉายภาพอนาคตพลังงานไทยผ่านการสร้างแบบจำลองประเมินต้นทุนการผลิตไฟฟ้าของ
ไทยจากพลังงานต่าง ๆ ซึ่งมีหลายประเด็นที่น่าสนใจและอาจนำไปเป็นข้อมูลในการปรับธุรกิจของผู้ประกอบการ อาทิ

          ● “พลังงานหมุนเวียน” แหล่งผลิตไฟฟ้าใหม่ที่ต้นทุนถูกที่สุดในประเทศไทย โดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์ขนาดใหญ่
(Utility-Scale Solar) ซึ่ง BNEF ประเมินว่าปัจจุบันมีต้นทุนต่อหน่วยของการผลิตไฟฟ้าตลอดอายุการใช้งาน (Levelized Cost of
Electricity : LCOE) ต่ำกว่าโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วมที่ใช้ก๊าซธรรมชาติ (Combined-Cycle Gas Turbine : CCGTs) และ
โรงไฟฟ้าถ่านหินแล้ว เนื่องจากราคาอุปกรณ์โซลาร์ลดลงต่อเนื่อง ขณะเดียวกันต้นทุน LCOE ของโรงไฟฟ้าพลังงานลมบนบก
(Onshore Wind) ที่สร้างใหม่ของไทยก็มีแนวโน้มลดลงต่อเนื่องเช่นกัน และจะต่ำกว่าโรงไฟฟ้าถ่านหินที่สร้างใหม่ภายในปี 2573 และโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วมที่ใช้ก๊าซธรรมชาติที่สร้างใหม่ภายในปี 2593 ขณะที่ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้า
พลังงานความร้อนร่วมที่ใช้ก๊าซธรรมชาติของไทยมีแนวโน้มเผชิญความเสี่ยงมากขึ้นจากราคาก๊าซธรรมชาติเหลว (Liquefied Natural Gas: LNG) ในตลาดโลกที่ผันผวน เนื่องจากต้องพึ่งพาการนำเข้า LNG เพิ่มขึ้น หลังปริมาณการผลิตก๊าซธรรมชาติในประเทศลดลง
 
  ต้นทุนต่อหน่วยของการผลิตไฟฟ้าตลอดอายุการใช้งาน (LCOE) จากโรงไฟฟ้าสร้างใหม่ในประเทศไทย
แยกตามประเภทพลังงาน
 
  ที่มา: BloombergNEF  
             “ระบบกักเก็บพลังงาน” กุญแจปลดล็อกข้อจำกัดพลังงานหมุนเวียน แม้ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าต่อหน่วยของการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนอย่างแสงอาทิตย์และลมจะลดลงมากแล้ว แต่ที่ผ่านมายังมีข้อจำกัดสำคัญเรื่องความไม่เสถียรในการผลิตไฟฟ้า เพราะต้องขึ้นกับสภาพอากาศเป็นหลัก การติดตั้งระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage) จึงเป็นตัวแปรสำคัญในการปลดล็อกข้อจำกัดดังกล่าว ประกอบกับที่ผ่านมาราคาแบตเตอรี่ลดลงต่อเนื่อง ส่งผลให้ต้นทุน LCOE ของพลังงานหมุนเวียนที่ติดตั้งคู่กับระบบกักเก็บพลังงานค่อย ๆ ลดลงจนสามารถแข่งขันกับโรงไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติและถ่านหินได้แล้วในปัจจุบัน ซึ่งจากผลการศึกษาของ BNEF พบว่าในประเทศไทยต้นทุน LCOE ของโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ขนาดใหญ่แห่งใหม่ที่ติดตั้งคู่กับระบบกักเก็บพลังงานแบบแบตเตอรี่ในปี 2568 อยู่ที่ 79 ดอลลาร์สหรัฐ/เมกะวัตต์-ชม. ต่ำกว่าโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วมจากก๊าซธรรมชาติและถ่านหินแห่งใหม่ซึ่งมีต้นทุน LCOE 82 ดอลลาร์สหรัฐ/เมกะวัตต์-ชม. และ 85 ดอลลาร์สหรัฐ/เมกะวัตต์-ชม. ตามลำดับ ในทำนองเดียวกันระบบพลังงานลมบนบกที่ติดตั้งคู่กับระบบกักเก็บพลังงานแบบแบตเตอรี่ที่แม้ปัจจุบันยังมีต้นทุน LCOE สูงกว่าโรงไฟฟ้าแบบดั้งเดิม แต่มีแนวโน้มลดลงต่อเนื่องและจะต่ำกว่าโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วมจากก๊าซธรรมชาติและถ่านหินได้ภายในปี 2593  
  ต้นทุนต่อหน่วยของการผลิตไฟฟ้าตลอดอายุการใช้งาน (LCOE) จากโรงไฟฟ้าสร้างใหม่ในประเทศไทย
แยกตามประเภทพลังงาน
 
  ที่มา: BloombergNEF  
            นอกจากนี้ ในรายงานของ BNEF ยังได้ประเมินต้นทุนของเทคโนโลยีทางเลือกอื่น ๆ ในการลดคาร์บอนจากโรงไฟฟ้า
เดิม
เช่น การใช้ไฮโดรเจนผสมกับก๊าซธรรมชาติ และการใช้แอมโมเนียร่วมกับถ่านหิน เพื่อลดการปล่อยคาร์บอนจากโรงไฟฟ้าพลังงาน
ความร้อนที่มีอยู่เดิม รวมถึงการติดตั้งเทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture and Storage: CCS) ซึ่งได้ข้อสรุปว่า
ทางเลือกเหล่านี้ปัจจุบันยังมีต้นทุนที่สูงกว่าและให้ผลในการลดการปล่อยคาร์บอนน้อยกว่าการใช้พลังงานหมุนเวียนในการผลิตไฟฟ้า
โดยตรง เช่นเดียวกับ โรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติเดิมที่ปรับเพิ่มการใช้เชื้อเพลิงสะอาดอย่างไฮโดรเจนที่ผลิตจากพลังงานสะอาด (Green Hydrogen) ก็พบว่าต้นทุน LCOE ยังคงสูงกว่าต้นทุนของโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แห่งใหม่ที่ติดตั้งควบคู่กับระบบกักเก็บพลังงานแบบแบตเตอรี่ถึง 3.3 เท่า ในทางกลับกันหากมีการใช้ไฮโดรเจนที่ผลิตจากเชื้อเพลิงฟอสซิล (Grey Hydrogen) เช่น ก๊าซธรรมชาติ และถ่านหินโดยไม่มีการใช้เทคโนโลยี CCS  ร่วมด้วย กลับจะยิ่งเป็นการปล่อยมลพิษเข้าสู่ชั้นบรรยากาศเพิ่มขึ้น

กลยุทธ์ที่ผู้ประกอบการต้องเร่งวางแผน
          ข้อมูลทั้งหมดจาก BNEF ได้สะท้อนภาพอนาคตที่ชัดเจนว่า พลังงานหมุนเวียนพ่วงระบบกักเก็บพลังงานเป็นทางเลือกสำคัญ ซึ่งไม่เพียงแต่มีต้นทุนต่ำกว่าเชื้อเพลิงฟอสซิลแล้ว ยังแก้ปัญหาความไม่เสถียรได้ ขณะที่เทคโนโลยีทางเลือกอย่างการใช้ไฮโดรเจน/แอมโมเนียเพื่อผลิตไฟฟ้า หรือการติดตั้ง CCS แม้จะมีความสำคัญในอนาคต แต่ปัจจุบันยังเป็นทางเลือกที่มีต้นทุนสูงสำหรับการผลิตไฟฟ้าโดยตรง ขณะเดียวกันมาตรการด้านคาร์บอนของไทยก็กำลังทยอยบังคับใช้จริง เช่นเดียวกับมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมในหลายประเทศที่เข้มงวดขึ้น ดังนั้น โจทย์ของผู้ประกอบการในวันนี้จึงไม่ใช่ “จะเปลี่ยนสู่พลังงานสะอาดดีหรือไม่” แต่คือ “จะเปลี่ยนอย่างไรและเมื่อไร” ซึ่งผู้ประกอบการที่เริ่มลงมือก่อน จะมีโอกาสเข้าถึงแหล่งทุนที่ยั่งยืนมากกว่า ควบคุมต้นทุนได้ดีกว่า และตอบสนองต่อข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมในห่วงโซ่อุปทานสากลได้รวดเร็วกว่า

          ทั้งนี้ สิ่งแรกที่ผู้ประกอบการควรเริ่มต้นคือ การประเมินต้นทุนปัจจุบันและความเสี่ยงในอนาคต โดยเฉพาะโครงสร้าง
ต้นทุนค่าไฟฟ้าในกิจการรวมถึงการคาดการณ์ต้นทุนคาร์บอนที่จะเพิ่มขึ้นจากการจัดเก็บภาษีคาร์บอนและระบบซื้อขายสิทธิ์ในการ
ปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่กำลังจะบังคับใช้ในหลายอุตสาหกรรม หากไม่มีการเตรียมพร้อมอย่างเหมาะสม ธุรกิจอาจต้องแบกรับต้นทุนแฝงที่สูงขึ้นโดยไม่จำเป็น จากนั้นผู้ประกอบการควรพิจารณารูปแบบการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานที่เหมาะสมกับธุรกิจของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนติดตั้งแผงโซลาร์บนหลังคาสำหรับใช้ภายในกิจการ ซึ่งแม้ต้องใช้เงินลงทุนตั้งต้น แต่สามารถให้ผลตอบแทนระยะยาวจากการลดค่าไฟฟ้า และป้องกันความเสี่ยงจากต้นทุนเชื้อเพลิงฟอสซิลที่ผันผวน หรือเลือกการซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตพลังงานหมุนเวียน (Private PPA) ซึ่งเป็นทางเลือกที่ไม่ต้องลงทุนเอง แต่สามารถล็อกต้นทุนพลังงานสะอาดได้ทันที ลดภาระด้านเงินทุน และสร้างความยืดหยุ่นให้ธุรกิจ ซึ่งผู้ประกอบการอาจใช้การคำนวณหาต้นทุนไฟฟ้าต่อหน่วยตลอดอายุการใช้งานมาเปรียบเทียบความคุ้มค่าเพื่อประกอบการตัดสินใจ

          ในกรณีของธุรกิจที่ต้องพึ่งพาไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง เช่น โรงงานอุตสาหกรรมหนัก Data Center และโรงพยาบาล อาจพิจารณาการลงทุนในระบบกักเก็บพลังงาน เช่น แบตเตอรี่ ร่วมกับการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน เพื่อจัดการกับความไม่เสถียรของพลังงานหมุนเวียน ซึ่งจากรายงานของ BNEF ชี้ว่าแบตเตอรี่สำหรับระบบกักเก็บพลังงานจะมีต้นทุนลดลงเรื่อย ๆ ดังนั้นแม้ธุรกิจในขณะนี้อาจยังไม่พร้อมลงทุนเต็มระบบ แต่การวางแผนการผลิตให้สามารถรองรับการติดตั้งระบบการกักเก็บพลังงานได้ในอนาคต จะช่วยลดค่าใช้จ่ายในการปรับระบบ และเพิ่มความยืดหยุ่นเมื่อพร้อมดำเนินการจริง สำหรับภาคอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานเข้มข้น ลดคาร์บอนได้ยาก หรือไม่สะดวกในการเปลี่ยนไปใช้พลังงานไฟฟ้า เช่น เหล็ก ปิโตรเคมี ปุ๋ย และการขนส่งทางน้ำ-อากาศ อาจเริ่มศึกษาการนำไฮโดรเจนสะอาดมาใช้เพื่อความได้เปรียบในระยะยาว เพราะแม้ไฮโดรเจนสะอาดจะยังไม่เหมาะกับการผลิตไฟฟ้าโดยตรงในปัจจุบัน แต่กลับมีศักยภาพสูงในการนำมาใช้ในกลุ่มอุตสาหกรรมดังกล่าว เช่น ธุรกิจเรือเดินทะเลขนาดใหญ่ที่สามารถนำไฮโดรเจนสะอาดมาเป็นเชื้อเพลิงเพื่อลดคาร์บอน แทนการใช้พลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ซึ่งมีน้ำหนักมากและหาที่ชาร์จไฟฟ้าได้ยาก การลงทุนวิจัยและสร้างความพร้อมในโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ระบบจัดเก็บพลังงาน การขนส่ง และสถานีเติมเชื้อเพลิงไฮโดรเจน จึงอาจกลายเป็นจุดแข็งใหม่ในห่วงโซ่อุตสาหกรรมในอนาคต
 
          การเดินตามกลยุทธ์และตอบโจทย์เหล่านี้ต้องอาศัยทั้งความเข้าใจและพันธมิตรที่แข็งแกร่ง ในฐานะพันธมิตรทางการเงินที่เชื่อมั่นในศักยภาพของผู้ประกอบการไทย EXIM BANK พร้อมสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของผู้ประกอบการ ทั้งด้านเงินทุน และเครื่องมือบริหารความเสี่ยง เพื่อเปลี่ยนความท้าทายในวันนี้ให้กลายเป็นโอกาสของการแข่งขันในวันพรุ่งนี้
 
 
Disclaimer: ข้อมูลต่าง ๆ ที่ปรากฏเป็นข้อมูลที่ได้จากแหล่งข้อมูลที่หลากหลาย และการเผยแพร่ข้อมูลเป็นไปเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลแก่ผู้ที่สนใจ
เท่านั้น โดย EXIM BANK จะไม่รับผิดชอบในความเสียหายใด ๆ ที่อาจเกิดขึ้นจากการที่มีบุคคลนำข้อมูลนี้ไปใช้ไม่ว่าโดยทางใด